RINTERVIEW มาพบกันอีกครั้งกับบทสัมภาษณ์ศิลปินฮิพฮอพจากจังหวัดอุดรธานี ที่ทำผลงานมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแต่ยังไม่ได้ถูกพูดถึงในวงกว้างมากนัก เขาคือ ปอนด์ Sweeny แร็พเปอร์, โปรดิวเซอร์ แกนหลักของวง UDT BOY$ กลุ่มแร็พเปอร์ดังแถบอีสาน โดยนอกจากผลงานส่วนตัวที่เพิ่งปล่อยอัลบั้มใหม่มาให้ฟัง Sweeny ยังมาเปิดใจถึงแนวเพลง และเรื่องราวเกี่ยวกับเหล้ายาปาร์ตี้ในเนื้อเพลงของพวกเขาด้วย ไปอ่านกัน
*บทสัมภาษณ์บางส่วนมีเนื้อหาไม่เหมาะสำหรับเยาวชน และเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของศิลปินเท่านั้น
RIN : UDT BOYS อยู่มากี่ปีแล้ว ?
Sweeny : 2011 หรือ 2012 นี่แหละ เริ่มช่วงๆ นี้ครับ แล้วก็ยาวมาถึง 2018 ประมาณ 7 ปีแล้วครับ
RIN : ปัจจุบันมีสมาชิกกี่คนครับ ?
Sweeny : ตอนนี้มี 7-8 คนครับ ทำงานบ้าง ทำเพลงก็เหลือไม่ค่อยมากแล้ว เหลือสักประมาณ 3-4 คน หลักๆ นอกจากผมก็มี Sunnybone, A2 ส่วน HN นี่ก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะต้องตัดผมครับ เค้าทำรายได้จากร้านตัดผมอยู่ตอนนี้ แล้วก็มีเด็กที่เพึ่งเข้ามาใหม่ มี G-Flex กับ Lil Slum สองคนนี้เพึ่งหัดแร็พเมื่อปีก่อน
RIN : หืมมม หัดปีเดียวเห็นมีเพลง มี MV แล้ว
Sweeny : ใช่ครับ ก็เทรนกันมาว่า เป็นแบบนี้นะ เป็นแบบนั้นนะ พยายามบอกน้อง แต่เราก็ให้เค้าเป็นสไตล์ของตัวเอง อย่าง G-Flex, Lil Slum เนี่ย เป็นรุ่นใหม่ละ รุ่นที่โตมากับการฟัง Lil Pump ซึ่งเพลงมันก็จะเกี่ยวกับยาและปาร์ตี้ซะมากกว่า

RIN : แล้ว UDT BOY$ มีหัวหน้ากลุ่มมั้ย ?
Sweeny : ไม่มีครับ เราเป็นเพื่อนกัน เพียงแค่เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ เราเลยดูแลตรงนี้มากกว่า ถ้ามันไม่มีคนทำแล้วใครจะทำ เราก็ทำ เราไม่คิดว่ามันเหนื่อย เราสนุกกับมันอยู่แล้ว จริงๆ มันก็เหนื่อยแต่มันสนุก เราทำแล้ว Effect มันตีกลับมามันทำให้มีความสุข
RIN : ซึ่งวงเรารวมถึงตัว Sweeny เองนี่โตขึ้นมายุคไหน ?
Sweeny : ยุคที่โตมาจริงๆ ตั้งแต่เริ่มฟัง Hip Hop มาเนี่ย ก็คือดาจิม หลังจากนั้นก็ โจอี้บอย ไม่รู้ว่ายุคมันคาบเกี่ยวกันหรอเปล่านะครับ ก็จะเป็นยุคเพลง “กะหล่ำปลี” แล้วก็อีกวงคือ Thaitanium ครับ พอเริ่มขึ้น ม.3 เราก็เริ่มฟังสากล เริ่มแรกก็ Akon เลย
RIN : ยุค Lonely ?
Sweeny : อ่าๆ ยุคนั้น Lonely แต่เราคิดว่ามันยังไม่ Hip Hop แล้วก็มาฟัง Smack That ที่มี Eminem เรานึกว่า Eminem เป็นผู้หญิงครับตอนนั้น คนอะไรชื่อ Eminem แล้วก็เข้าไปฟัง เมื่อหลายปีก่อนเลย ก็เลยแบบ “เฮ้ย แม่งได้” เราเลยไปฟังเพลงของ Eminem “เฮ้ย ชอบ Lose Yourself” ซึ่งเราไม่เคยฟัง แล้วพอฟังเราก็มาติดตาม Eminem สักพักก็ไล่มาเป็นพวก Lil Wayne, Wiz Khalifa แล้วก็จะมี 50 Cent มาด้วย หลังจากนั้นก็มั่วเลย ฟังทั้ง SoundCloud บ้าง กลับไป Mixtape ดังๆ ของ Wiz Khalifa ก็มี
RIN : ฟังเพลงต่างประเทศเยอะๆ มีผลต่อเพลงของเรามั้ย ?
Sweeny : มีนะครับ เหมือนไปรับทัศนคติของเค้ามาด้วย รับไรห์มของเค้ามา รับหลายๆ อย่างของเค้ามา แต่เราก็ไม่ได้ลืมความเป็นเรานะ ช่วงที่อัลบั้มแรกผมออก
RIN : อัลบั้มแรกคือ Fly High ชุดแรก ?
Sweeny : ใช่ครับ ที่เป็นอัลบั้มเดี่ยวของผม น่าจะประมาณ 2016 นะ ถ้าจำไม่ผิด เป็นบีทที่เราทำขึ้นมา ช่วงนั้นเราก็กำลังเข้าลึกเลยลอยในอวกาศ ฟังพวก Flatbush Zombies, A$AP Rocky อะไรประมาณนี้ครับ ดนตรีเราเลยออกมาแนวลึกลับ
RIN : ดนตรีก็จะสายเดียวกับพวกนั้นเลย ?
Sweeny : ใช่ครับ คล้ายๆ กัน UDT BOYS นี่ก็เริ่มจะเป็น Trap มาขึ้น แต่เป็น Trap ในสไตล์ของผม ผมไม่รู้จะจำกัดแนวของตัวเองว่าเป็น Trap รึเปล่า มันอาจจะเป็นกลอง Trap แต่ว่าเสียงเราอาจจะไม่ได้ Trap

RIN : มีสไตล์ของแร็พแบบ East Coast ?
Sweeny : ใช่ๆ แต่ฝั่ง West เราก็ชอบนะ เราก็ฟัง Wiz ฟัง Snoop เราชอบบีทของ Dr. Dre มากเลย แนว G-Funk แล้วพอนานๆ ไปเราก็ฟังอะไรที่มันลึกขึ้น อย่างช่วงปีก่อน XXXtentacion มา พวกที่เป็น New Gen เรารู้สึกว่ามันแตกแขนงไปมากๆ เลย Hip Hop มันแตกเป็นรากย่อยออกมาเต็มไปหมด อย่าง Lil Peep เราก็ฟัง ฟังหมด ฟังก่อนที่เค้าจะดังด้วยซ้ำ ยิ่งทำเพลงมากขึ้นเนี่ย เราก็ต้องการอะไรที่มา input เรามากขึ้น ปกติเราไม่ค่อยออกไปไหนอยู่แล้ว เราอยู่บ้านที่อุดรฯ ผมเป็นพวกเก็บตัว ออกไปไกลสุดก็คือร้านเพื่อน ไปแจกลิสต์เพลง ไปคุยลิสต์เพลง ไปซ้อม นอกนั้นก็อัดเพลงอยู่บ้าน ดูอนิเมะ ฟังเพลง อะไรแบบนี้ครับ
RIN : ที่บ้านมีโฮมสตูดิโอใช่มั้ย ?
Sweeny : ใช่ครับ เล็กๆ ทำเองเลย ไม่ได้หรูหราอะไรมาก เพลงของเราก็อัดจากตรงนี้แหละ คนชอบถามว่าไมค์ดีไหม ไม่ครับ ผมใช้จากชุดมือใหม่หัดอัดนานแล้ว 2015 มั้ง ผมไปซื้อที่กิมเล้ง ชุดแรกเลยที่เค้ามีโปร เราเลยมาเพื่อที่จะมาซื้อไมค์นี่ แล้วก็ใช้มาถึงตอนนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนอินเตอร์เฟส ยังไม่ได้เปลี่ยนไมค์ เซ็ตเดิมเราใช้มาตั้งแต่ตอนนั้น
การเมาถ้าคุณทำงานต้องใช้สติตลอดเนี่ย ก็อยู่ที่คนครับ ยามันไม่ผิดเลย แต่คนเนี่ยแหละผิด คนมันมักง่ายมากๆ พอคนมันมักง่าย เค้าก็ต้องมีการออกกฎมาควบคุม
RIN : ซึ่งปัจจุบันก็มีที่ราคาแพงขึ้น คุณภาพดีขึ้น มันมีผลมั้ย เรื่องคุณภาพเสียง เรื่องอุปกรณ์ ?
Sweeny : สำหรับของผม ถ้าผมจะอัพนะ อยากให้มีเงินสักแสนก่อน คุณภาพเสียงมันถึงจะพัฒนาไปอีกระดับนึงได้ ถ้าเราอัพแค่สามสี่หมื่น มันก็ไม่ต่างกัน ซึ่งผมมองว่าเรายังไม่อัพดีกว่า เราเก็บเงินมาทำ MV ดีกว่า แล้วพอเมื่อเราดังจริงๆ หรือมีลู่ทางการหาเงินอีก เราค่อยไปทำก็ได้ ซึ่งสตูดิโอเนี่ย ถ้าทำให้มันดีเลย มันก็เหยียบล้านครับ มันจะมีของมาเรื่อยๆ
มีวันนึงผมนั่งมิกซ์ พยายามจะเปิดเพลงของพวก Wiz Khalifa, Chris Brown ผมพยายามจะมิกซ์ให้เหมือนเค้าอะ แต่มันทำไม่ได้ ผมถามหลายๆ คนที่เป็น Sound Engineer เมื่อก่อนผมคุยกับพี่โจ้ FreshyBoyz เค้าก็บอกผมมานะ ต้องขอบคุณเค้ามากเลย เค้าบอกว่าลำดับ Effect ควรจะใส่อะไรก่อน เค้าก็ไล่ลำดับมาให้ พี่โจ้ช่วยได้มากเลย แล้วก็พี่นุ๊ก Nukiepee เค้าก็ช่วยครับ ผมยกคอมไปหาเลย ตอนที่เค้ามาพร้อม ILLSLICK มาเล่นที่อุดรฯ เราก็ยกคอมไปหาพี่นุ๊กครับ แกก็บอกถ้าทำสเตอริโอเนี่ย เราลอง input track มาเป็นแบบสอง track ไหม ให้ออกซ้ายขวา เราจะได้ไม่ต้องอัดสองรอบ แกก็สอนมาจนเรารู้ว่า อุปกรณ์ของเรายังไม่ถึง ของเราเป็น Software แต่พวกระดับโลกเนี่ยมันเป็น Hardware ซึ่งเราไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เราเลยเอาว่ะ ทำมันไปให้ดีที่สุดครับ
RIN : เท่าที่พูดมาเหมือนปอนด์ก็เป็นคนทำเองทุกกระบวนการ ทั้งทำบีท มิกซ์เพลง อะไรเองทั้งหมด เท่ากับว่าทิศทางของวงขึ้นอยู่กับตัวเรารึเปล่า ?
Sweeny : ไม่นะครับ คือ UDT BOY$ นี่ไม่ใช่วงนะครับ มันเป็นกลุ่มกึ่งๆ เป็นค่าย อย่าง Sunnybone เค้าอยากจะทำเพลงปาร์ตี้อยากจะทำแนว Turnt เราก็ไม่ห้าม เราก็เคาะบีทให้ แต่กลิ่นอายของบีท ก็จะมีกลิ่นเราอยู่ด้วย มันต้องมาคนละครึ่งครับ แต่ถ้าเป็นเพลงรักเมื่อยุคสองสามปีก่อนจะมี Bossa On The Beat เค้าจะเป็นคนโปรดิวซ์ให้ A2 หมดเลย เพราะว่าเค้าเป็นสายร้อง แต่ปัจจุบันเนี่ย A2 เคาะบีทเองแล้วครับ

RIN : เราทำมานานมากแล้ว รู้สึกว่ามันได้ผลตอบรับที่พอใจรึยัง ?
Sweeny : เรายังไม่เคยเล่นที่บ้านตัวเองเลยสักครั้งแบบเป็นโชว์เนี่ย เรายังไม่เคยเล่นเลย ฮิพฮอพในอีสานยังไม่ถึงจุดที่ควรจะเป็น ถ้ามองทั้งประเทศไทยนะครับ ก่อนที่จะมี The War is On ของ Rap is Now เนี่ย มันอยู่ที่ 10% เท่าที่ผมมองนะ แต่พอผ่านมาซีซั่น 1-3 มันเพิ่มเป็นประมาณ 50% ครับ แต่มันก็จำกัดแค่กลุ่มเด็กอยู่ ช่วงอายุที่มาดูเนี่ยจะเป็นอายุ 15-25 ซะส่วนใหญ่ ในอนาคตผมว่ามันจะโตขึ้นเพราะว่าเด็กพวกนี้จะโตเป็นผู้ใหญ่ มันน่าจะมีผลในยุคต่อๆ ไปครับ น่าจะเป็นแบบนั้นมากกว่า แต่ถามว่าตอนนี้มันบูมไหม ก็คิดว่ายัง ถ้าบูมจริงๆ เราต้องเห็นศิลปินมีทัวร์เยอะๆ แล้ว แต่ตอนนี้ก็เริ่มแล้ว มี FIIXD, YOUNGOHM ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ เลย ผมอิจฉา FIIXD นะ เค้าทำเพลงแนวที่เค้าชอบ แล้วคนก็ชอบ ผมดีใจกับเค้านะ แต่ถามว่าให้ผมมาทำงานแบบนั้นได้ไหม ผมก็ไม่ทำไม่ได้นะเพราะไม่ใช่แนวที่ผมชอบ เราทำสิ่งที่เราชอบให้มีความสุขก่อน คนอื่นจะชอบหรือไม่ชอบช่างมัน
RIN : แล้วถ้าทำสิ่งที่ไม่ชอบ แต่คนมาชอบอะ ถ้าสมมุติฝืนตัวเองสักเพลงนึงแล้วดันไปถูกจริตคน ?
Sweeny : มันก็ไม่ได้อยู่ดีครับ เหมือนเราขึ้นเวทีไป ปากขยับแล้วมีความรู้สึกว่า เพลงนี้อีกแล้วหรอวะ เราไม่อยากโชว์อีกต่อไป ซึ่งเข้าใจว่าคนชอบนะ แต่เราก็เข้าใจนะถ้าจะขึ้นบนดินจริงๆ เนี่ย เราก็ต้องยอม 50/50 แต่เราอยากลุยทางของเราก่อน เพราะเราเชื่อว่าเรามีกลุ่มเล็กๆ เนี่ย ที่มันจะขยายออกไปเรื่อยๆ
RIN : รู้สึกยังไงบ้าง ? กับซีนฮิพฮอพอีสานในปัจจุบัน
Sweeny : ผมว่าเราปกติมากกว่า เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนน้อยจะมีคนมาขอถ่ายรูป บางคนเค้าก็มองแต่เค้าก็ไม่กล้าเข้ามา

RIN : คิดว่าเค้ารู้จักเรามั้ย ?
Sweeny : ก็อาจจะรู้จัก หรือไม่ก็คิดว่า ไอ้หนวดนี่มันไว้หนวดอะไร อย่างตอนเข้าห้องน้ำครั้งนึง ผมนึกว่าจะมาทักว่าเราเป็น UDT กลายเป็น พี่ครับพี่ใช้ยาปลูกหนวดไหมครับ อะไรแบบนี้อะครับ เราก็นึกว่ารู้จักเรา ฮ่าๆ แสดงว่ามันยังไม่บูมเท่าที่ควร แต่ถามว่ามีมั้ย ก็มีเข้ามาเรียกพี่ Sweeny วิ่งมากอดแบบนี้ก็มีบ้าง แต่ถามว่ามันบูมแบบที่กรุงเทพฯ มั้ย ก็ไม่เลย เพราะว่าอุดรธานีจังหวัดมันเล็ก คนในจังหวัดมีแค่ 5-6 หมื่นคนเองครับ
RIN : ตอนนี้แร็พเปอร์ในอีสานใครบ้างที่ยังหางานเล่นในอีสานอยู่บ้าง ?
Sweeny : พี่บี MonkeyKing แต่แกอาจจะไม่ใช่แร็พฮิพฮอพ 100% นะ แกมีลูกเร็กเก้ผสม ซึ่งแกเป็นคนคิดเนื้อหาต่างๆ เยอะเลย แล้วก็เป็นคนติดต่อร้านให้เราด้วย แล้วก็มีรุ่นใหม่ Yung Newa แล้วก็มี K-MOBB ประมาณนี้ครับ
RIN : รุ่นที่ทำมาพร้อมๆ กันแล้วดัง มีใครบ้าง ?
Sweeny : FIIXD นี่ไง น่าจะรุ่นเดียวกันนะ น่าจะพร้อมๆ กัน จริงๆ รู้จักไม่กี่วง ส่วนที่ไปทัวร์แล้วเจอมากที่สุดเลยก็ J$R เราไปเจอเค้าบ่อยมาก จังหวัดเลยก็เจอ ขอนแก่นก็เจอ เมื่อสองปีก่อนนี่เราเป็นวงเปิดให้ J$R เลยนะ เรารู้สึกดีนะที่ได้เจอวงที่รู้จักกัน เหมือนเป็นงานปาร์ตี้ได้แลกเปลี่ยนเหมือนรวมญาติ
เราได้ทำงานเหมือนไม่ใช่งาน เรารู้สึกดีกับมัน รู้สึกโอเคกับมัน เมื่อก่อนมันลำบากมาก ตอนที่ไม่มีชื่อตอนที่ยังเป็นศูนย์ นู้นเลยประมาณ 4 ปีที่แล้ว เปิดห้องอัดแล้วอยู่แต่ในนั้น มันเป็นเหมือนจุดเริ่มต้น เราก็ผ่านจุดนั้นกันทุกคน แต่พวกเด็กใหม่อย่าง G-Flex, Lil Slum มันโชคดีนะ ทำเพลงมามันก็ปล่อยในชื่อ UDT ไป มันก็เหมือนมีฐานในช่องอยู่แล้ว มันไปทัวร์กับพวกผม มันก็ไม่ต้องทำอะไรมากเพราะว่าเราปูทางมาแล้ว เราก็เหมือนคนช่วยน้อง ดูทิศทางของน้อง ซึ่งก็มีบ้างที่คิดเห็นไม่ตรงกัน แต่การทำงานมันมีอยู่แล้วแหละเรื่องความเห็นไม่ตรงกัน เราก็ต้องยอมรับครับ

RIN : มีช่วงนึงปีที่แล้ว หลังจากปล่อย Friday Night ก็เงียบไปเลย
Sweeny : ใช่ครับ เราอยากจะทำต่อนะ แต่ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่มันเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก เปลี่ยนแปลงอย่างแรกคือเราต้องย้ายร้าน ซึ่งเราก็ออกมาช่วยกันทำร้านตัดผม
RIN : คือร้านตัดผมที่ว่านี่คือฐาน ?
Sweeny : ใช่ครับ ก็กึ่งๆ ฐานครับ เป็นที่รวมกันมากกว่า แต่ที่อัดก็อยู่ที่บ้านปอนด์ แต่ตอนนี้กำลังคิดว่าจะทำห้องอัดที่ร้านแล้ว คือตั้งแต่ปี 2017 มันเป็นปีเปลี่ยนแปลงสำหรับผมนะ ความรู้สึกก็เปลี่ยน คนเข้ามาก็เปลี่ยน มันเลยรู้สึกว่า เฮ้ย เราพักก่อนไหม เราหาอะไรมา input ก่อนดีไหม เรามาเอางานรายได้หลักก่อน แต่ผมก็ไม่ได้หยุดนะ ก็มีอัลบั้มนี้แหละที่ปล่อยออกมา ซุ่มทำไว้บ้าง คือ ความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง การคิดอะไรต้องรอบครอบให้มากขึ้น ย้ำคิดย้ำทำ เหมือนจะปล่อยอัลบั้มนี้ ผมลองคิดวิธีใหม่ดูว่าเราจะไม่โปรโมท ถามว่าเราคาดหวังกับผลตอบแทนไหม เราก็คาดหวังนะ แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังขนาดว่ามันจะต้องเลี้ยงชีพเราเป็นหมื่นเป็นแสน เพราะเรารู้ว่าจุดที่เราอยู่มันจะไปไกลแค่ไหน
อย่าง Fly High 2 เนี่ย เราทำมา 50 แผ่น มันหมดเพราะว่าคนสั่งบ้าง เราไปเล่นเราก็เอาไปขายด้วย พวกผู้ใหญ่เค้าเห็นเค้าก็ซื้อ เค้าช่วยเรา ปีต่อมาเราก็พักบ้าง อัลบั้ม Fly High 3 ก็เป็นออนไลน์ ทำให้โหลดฟรี แล้วก็ดังเพลงเดียว Xanny นี่มันเกี่ยวกับยา Xanax ซึ่งเราเคยกินนะ เราแค่อยากรู้ว่ามันเป็นยังไง แล้วเราก็เอาความรู้สึกตอนนั้น มาจดเป็นเพลงได้ 3-4 นาที ยาเสพติดสำหรับเรามันเหมือนเหล้า ถ้าคนติดเหล้าแล้วไม่ทำงานมันก็เหมือนกัน แต่ยาเสพติดถ้าเราติดมันแล้วเราไปทำงาน เวลาพักก็เอาบ้างเพื่อผ่อนคลาย สำหรับผมไม่ได้มองว่าผิด ทิศทางของยาเสพติดที่มันผิดเพราะว่ากฎหมาย แล้วก็ความเชื่อที่ถูกฝังกันมารุ่นต่อรุ่นด้วย แต่ถามว่ามันมีผลเสียต่อร่างกายไหม มันมี ขนาดกินยาปฏิชีวนะมันก็มีเหมือนกัน มันมีหมดแหละครับ ผลเสียต่อร่างกาย
RIN : อัลบั้มที่ปล่อยมาเป็นยังไงบ้าง ?
Sweeny : อัลบั้มนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลง ชื่ออัลบั้มว่า Until D Wake Up ก็คือ จนกว่า D จะตื่น
RIN : D คืออะไร ?
Sweeny : D คือ Dark Side ครับ เป็นอีกด้านนึงก่อนที่จะตื่นขึ้น ในอัลบั้มนี้จะพูดเกี่ยวกับหลายๆ เรื่อง เรื่องชีวิต ความรัก และปาร์ตี้ เหล้า ยา มีทั้งหมดใน 10 เพลงครับ จะมีเพลงที่ Sound ล้ำๆ หน่อย อาจจะเข้าไม่ถึง บางเพลงอาจจะหลุดไปเลย แล้วก็จะมีเพลงที่อารมณ์สนุกบ้างเหมือนกัน
RIN : อัลบั้มนี้คาดหวังอะไร ?
Sweeny : เราคาดหวังให้คนเสพแนวดนตรีใหม่ๆ Sound สังเคราะห์ใหม่ๆ บีทส่วนใหญ่ผมเป็นคนเคาะเอง มีแค่ 3 เพลงเท่านั้นที่มี Bossa มาเคาะ รวมถึงเพลงแรกเป็น Intro อารมณ์คล้ายๆ แนว $UICIDEBOY$ ประมาณนั้น
RIN : Sweeny ชอบ $UICIDEBOY$ มั้ย ?
Sweeny : ชอบครับ มีช่วงนึงที่ Sunnybone อยากได้บีทประมาณนั้น เลยเคาะดู เราก็พยายามทำให้คล้ายๆ ได้ แต่ก็มีกลิ่นของ UDT อยู่ เป็นการนำเสนอของเรา เพลงที่สองก็ Sometime I Wanna Destroy หรืออีกชื่อนึงก็คือ กะหรี่ปั๊บ !
RIN : ทำไมชื่อนั้นวะ ฮ่าๆ ?
Sweeny : คือมันมีท่อนพรีฮุคที่ร้องว่า “Service ถามว่ารับประทานอะไรดี ตอบกลับไปอะไรก็ได้ค้าบ แต่ไม่เอากะหรี่ no ผมไม่กินกะหรี่ปั๊บ” มันจะเป็นเพลงสองแง่สองง่าม แซะพวกโซเชียลนิดหน่อย

RIN : เรื่องยาเนี่ย ชีวิตเราเกี่ยวข้องกับมันบ่อยมั้ย ?
Sweeny : ที่ผ่านมา เจอมาตลอด ที่หนักสุดน่าจะเป็นกัญชา ตัวอื่นเราก็ไม่เคย มีกัญชากับ Xan แต่ Xan เราไม่เอาแล้ว เมื่อก่อนเคยกินก่อนขึ้นเล่นโชว์ 2 ชั่วโมง ตบด้วยโค้ก จบ อาการปวดหัวก็หาย มันก็เหมือนไปคลายอะไรสักอย่าง แต่ผลข้างเคียงคือ มันจะบวกความกล้าของเราเข้าไป 50% คือเมาแล้วถ้าเกิดคนอารมณ์ร้อนกินเนี่ย ไปทำร้ายคนได้เลยนะ แต่เรากินเพื่อไม่อยากปวดหัว ส่วนกัญชานี่ไม่เคยติดเลย ถ้าติดนี่จะติดบุหรี่มากกว่า กัญชานี่พักได้นะ คนที่บอกว่าไม่ได้นี่ไม่ใช่แล้ว หรืออาจจะแล้วแต่คน แต่ปอนด์พักได้ ตอนนี้ปอนด์ก็ไม่ได้สูบ
RIN : คือที่สงสัย เพราะว่าหลังๆ เนื้อหามันออกมาชัดเจน แล้วสังคมกลุ่มน้องๆ เพื่อนๆ เรา ยาเสพติดมันใกล้ชิดกันมั้ย ?
Sweeny : ต้องบอกว่าเยาวชนกับยาเสพติดยุคนี้มันใกล้กัน ทุกคนเค้ารู้ แต่มันแก้ไม่ได้ มันห้ามไม่ได้ครับ มันอยู่ใกล้กัน อย่างปอนด์เนี่ย ตั้งแต่ตอนเข้า ม.4 ก็เห็นคนสูบยาบ้า แต่เราไม่เคยนะ พวกยาต่างๆ เนี่ย ไม่เคยเลย เพราะเห็นอาการคนสูบแล้วมันทรมานแทน เราเห็น เราเคยนั่งในห้องแล้วเห็นคนนั่งอยู่ตามมุม ถ้าเราจะเมาจริงๆ เราไม่อยากเมาแบบนั้น เราอยากเมาแล้ว Slow Smooth ไปเรื่อยๆ แต่การเมาเนี่ยถ้าคุณทำงานออฟฟิสหรือทำงานต้องใช้สติตลอดเนี่ย ก็อยู่ที่คนครับ ยามันไม่ผิดเลย แต่คนเนี่ยแหละผิด คนมันมักง่ายมากๆ พอคนมันมักง่าย เค้าก็ต้องมีการออกกฎมาควบคุม

RIN : เรื่องยา ยังอยู่ในอัลบั้มใหม่นี้ไหม ?
Sweeny : มี แต่ก็ไม่เยอะ มีแค่ 2-3 เพลง เราเลยจุดที่บอกว่า กู Smoke weed that shit เราเลยจุดนั้นมาแล้ว แต่ก็อาจจะมีแซมๆบ้าง เนื้อหาอาจจะประมาณว่า มึงจะอยู่หรือมึงจะตายก็เลือกเอา ถ้าจะอยู่กับพวกกู มึงจะเล่นยามึงก็เล่นไป แต่มึงต้องคุมมันให้ได้ หรือมึงจะเป็นคนสีขาว ก็เรื่องของมึง สีดำก็เรื่องของมึง หรือเทาๆ แบบกูก็เรื่องของมึง แต่มึงต้องคุมมันให้ได้ เหมือนเป็นเพลงเพื่อชีวิต
RIN : ถ้าเปรียบ Sweeny แบบแร็พเปอร์ฝรั่งก็เรียกว่า Lyrical ได้มั้ย พวกเขียนไรม์เพื่อชีวิต อะไรพวกนั้น ?
Sweeny : ใช่ๆ เราจะเป็นแนวนั้น เพราะเวลาเราเขียนเรื่องยาเนี่ย เราไม่ได้เขียนมันแบบ กู High กู Lit คือจะพยายามสอดแทรกไป อย่างเพลง Xanny เราก็เขียนไปว่า “Jesus สอนให้รัก Buddha สอนให้วาง หากว่ามันดี มึงก็จำกันเอาไว้” เนี่ยเราพยายามสอน พยายามบอก แต่คนส่วนใหญ่มันไม่สนใจจุดนั้นหรอก คนมันจะไปฟัง “ รัตตั๊ตตา” มากกว่า คือเราพยายามใส่ลงไป ถ้ากูจะเสพยาเนี่ย กูจะเสพแบบอัจฉริยะ จะเสพแบบยกระดับจิตใจไปด้วย เหมือนแบบคุณเสพได้แต่ต้องทำตัวดีให้ได้นะ แล้วเราก็ไม่สนด้วยว่าคนจะมองเราแบบไหน มันเลยจุดนั้นมาแล้ว
RIN : เอาจริงๆ ตอนนี้หากินกับเพลงเป็นอาชีพได้รึยัง ?
Sweeny : กึ่งๆ ครับ 50% ได้ละ เรากินข้าวได้โดยไม่ต้องขอเงินใคร
RIN : เงินมาจากไหนบ้าง ?
Sweeny : YouTube แล้วก็พวกค่ามิกซ์ ค่าบีท ซึ่งบางทีเสียงไฟล์มันมาไม่ดี ไมค์ไม่ดี เราก็คิดตามราคา เอาขนาดนี้ละกัน ราคานี้ๆ แต่ถ้าอัดมาละเอียดประมาณ 30 Tracks เราก็คิดราคาขึ้นไปอีก
RIN : ก็คือขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานด้วย ?
Sweeny : ใช่ครับ มันคือความยากง่าย เรามองให้สมเหตุสมผล และเรามองถึงกำลังทรัพย์ด้วย ว่าเค้าไหวไหม เค้าไหวขนาดไหน เราเข้าใจนะ เค้าอยากมีเพลงอะ เราก็เป็นคนนึงที่ช่วยสานความฝันเค้า เราก็ทำให้มันดี บางครั้งเพลงมันก็เล็กๆ น้อยๆ แหละ แต่เราก็ตั้งใจทำ เหมือนเราแม่งช่วยสานฝันคนนะเว้ย
RIN : อัลบั้มนี้จะมีโอกาสทำให้เราดังไปไกลไหม ?
Sweeny : ไม่ !
RIN : ทำไมคิดแบบนั้น ?
Sweeny : เป็นอัลบั้มเบิกทางมากกว่า เบิกทางไปสู่อีกตัวตนนึง ก็คือ D ซึ่งถ้าเป็นปอนด์แบบนี้ ถ้าเป็นคนเล่นยาคนนึง ก็อาจจะเฮ้ย อย่าไปเล่นเลย มันไม่ดีหรอก ถ้าเล่นก็เพลาๆ นะ แต่ถ้า D เห็น มันจะเป็น เอาดิ เสพดิ มึงตายก็เรื่องของมึงอะ นี่คือความแตกต่างระหว่าง ปอนด์ กับ D หรือระหว่าง Sweeny กับ D ซึ่ง D จะพูดเรื่องจริงซะส่วนใหญ่ หลังจากอัลบั้มนี้ปล่อยไป เรามีเพลงที่พูดถึงการเมืองอยู่ ที่เราทำไว้ แต่ไม่ได้ปล่อยในอัลบั้มนี้ เพราะว่าเราอยู่ในสังคมแบบนี้ เราเห็นแล้ว การเอารัดเอาเปรียบหลายๆ อย่าง มันจะเป็นเนื้อหาสังคมมากขึ้น จะพูดเพื่อชีวิตมากขึ้น

RIN : รู้ตัวรึยังว่าที่ลาวมีคนตามเราเยอะเหมือนกัน เคยไปลาวด้วยถูกไหม ?
Sweeny : ไปๆๆ โคตรแปลกใจ แปลกใจมาก มีคนมาดูเรา ก็ต่างประเทศมีคนตามเรา 50 คนก็ถือว่าดีแล้วอะ โดดไปกับเรา ร้องเพลงเราได้ เราไม่คิดว่าจะเป็นภาพแบบนี้ ตอนไปที่ลาวนี่ อู้หูวววว ซัพพอร์ตดีโคตรๆ ครับ
RIN : ขอถามนอกเรื่องนิด เรื่องหนวด ทำไมเราถึงชอบแบบนี้ ?
Sweeny : หนึ่งก็คือมันขึ้นเอง เราไม่ได้ไปตัดไปแต่งอะไร ขึ้นแบบนี้เองเลย แล้วเราม้วนมันขึ้น เฮ้ย มันขึ้นว่ะ บางทีเป๋ๆ พอล้างหน้าปุ้บ จัดทรงมาเซ็ท ก็เป็นแบบนี้แหละ แต่ถ้าอยากให้มันเป๊ะขึ้นก็เอาแว็กใส่ เอาไดร์เป่าๆ
RIN : ไม่ได้ชอบจากคาราบาว ไม่เกี่ยวใช่มั้ย ?
Sweeny : ไม่เกี่ยว ฮ่าๆ ชอบแต่ไม่ได้เอาแนวจากพวกเค้ามา ก็มีคนถามเป็นอะไรกับอาแกรึเปล่า ต้องคอยบอกว่าไม่ได้เป็นแถวที่บ้านนอกนะเราไปงานบุญ โต๋เป๋นหยังกับเล็กคาราบ๋าว (สำเนียงอีสาน) ต้องคอยบอกไม่ได้เป็นๆ
อันดับสองคือทรงผมกับหนวดนี่แสดงให้เห็นอิสระ ถ้าอยากรู้อิสระของ UDT มีแค่ไหน ดูแค่หนวดของ Sweeny กับหัวสีแดงของ Sunnybone แค่นั้นก็รู้ ส่วน Bossa อาจจะสักขึ้นคอ ข้าราชการที่ไหนเค้าจะรับแบบนี้ ไม่มี นอกจากจะไปเป็นพวกสายสืบนอกเครื่องแบบ มันเป็นอิสระของเราแบบนี้แหละ บางคนเห็นอาจจะกลัว แล้วตั้งคำถามกันว่ามันทำไรอยู่วะ มันทำงานอะไรวะ มันต้องคิดกันอยู่แล้ว

RIN : ตอนนี้อายุเท่าไหร่ ?
Sweeny : 24
RIN : มีคนถามไหม ว่าทำงานอะไร ?
Sweeny : ก็ตอบไป ทำเพลงครับ แล้วก็ต้องอธิบายยาวอีก เราเล่นดนตรีหรอ มีเครื่องนู่นนี่นั่นหรอ เราก็ตอบ ไม่ครับ อธิบาย มันเป็นแบบนี้นะ ฮิพฮอพเป็นแบบนี้นะ เค้าก็ไม่เชื่อ
RIN : แล้วเราเคยให้เค้าดูผลงานไหม ?
Sweeny : ไม่เคยนะ เหมือนผู้ใหญ่แค่อยากเสือกเฉยๆ ว่าไอ้เด็กนี่แม่งทำไรวะ เพื่อที่จะเอาไปเม้าท์มอยต่อ เราเจอแต่แบบนี้ ส่วนผู้ใหญ่ที่เค้ามาถามจริงๆ ผู้ใหญ่ที่ดีนะ เค้ารู้อยู่แล้ว เค้าไม่ถามหรอกวิธีการทำยังไง เค้าสนการตอบรับมากกว่า ส่วนไอ้พวกที่ถาม ทำอะไร อยู่ที่ไหน เรียนจบรึยัง มันเอาไปพูดต่ออยู่แล้ว บางทีว่าถึงพ่อแม่ เราก็ไม่อยากให้พูดถึงพ่อแม่เรา เค้ารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นยังไง พ่อแม่เราสอนให้เรียนๆ เรามันไม่ชอบ เราอยากเรียนในสิ่งที่เราอยากเรียน เราไม่อยากเรียนในสิ่งที่เราไม่อยากเรียน อีกอย่างคือเราไม่ชอบสังคมของมหา’ลัย ตอนเราอยู่ ม.ปลายเนี่ย เราอยู่กันเป็นแก๊งเลย มีบ้านหลังนึงเอาไว้อยู่ด้วยกัน มีร้านเกมส์เอาไว้เล่น เราเติบโตมาแบบนั้น แล้วอยู่มาวันนึงเราต้องเข้ามหา’ลัยแล้วทุกอย่างมันเปลี่ยน สังคมมันไม่ใช่สำหรับเรา กลายเป็นเราอยู่คนเดียวเราเคยสัญญากับพ่อว่าเราจะเรียนให้จบดู เราก็อยากจะทำให้ได้ แต่เนื่องด้วยสังคม เนื่องด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งติดที่เราเองที่ไม่ปรับตัวด้วย เราปรับไม่ได้อะ เราไม่อยากเข้าไปหาคน สังคมมหา’ลัยะก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน
RIN : สังคมมหา’ลัยทำให้ Sweeny เป็น Sweeny แบบนี้ หรือว่าเป็นอยู่แล้ว ?
Sweeny : เป็นอยู่แล้วมากกว่า เราจะเฮฮากับเพื่อน แต่กับคนอื่นเราจะนิ่งๆ ซึ่งมหาลัย บอกไม่ถูกเหมือนกัน แล้วแต่คนชอบ บางคนไม่เคยมีเพื่อนก็อาจจะชอบ แต่เราแม่งมีเพื่อนที่แบบเราไว้ใจอยู่แล้ว เชื่อใจอยู่แล้ว เราไม่ต้องหาเพื่อนก็ได้ แต่พอเข้าไปแล้วเราไปเจออะไรที่มัน FAKE ใส่กัน สังคมที่ชิงดีชิงเด่น เราไม่ค่อยอินกับมัน เรารู้สึกแย่

RIN : เท่ากับว่าเราก็เป็นคนขบถอยู่แล้ว คิดว่าแร็พเนี่ย มันมีพลังที่จะแสดงออกเกี่ยวกับความขบถมากแค่ไหน ?
Sweeny : เยอะมากๆ มีผลมาก แต่คนส่วนใหญ่เค้าไม่อินกับเรา เค้าใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ เค้าคิดแค่ว่า มีเงินแค่นั้นพอ เราอยู่เพื่ออะไร มีเงิน กิน แล้วก็ตาย เค้าไม่ได้มาสนใจ น้อยคนที่จะสนใจ น้อยคนที่ลุกขึ้นมา มีน้อยที่มองเห็นว่านีคือสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ควรจะเป็น ไม่ถูกต้องก็ได้ แต่มันคือสิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่เสมอภาค ความถูกต้องบางครั้งมันก็มีความเลื่อมล้ำอยู่ เราอยากให้มองเรื่องความยุติธรรม ความเสมอภาค
RIN : คิดว่าแร็พจะช่วยเปลี่ยนอะไรสังคมไทยได้ไหม ?
Sweeny : เราว่าเปลี่ยนได้ แต่ขาดเพียงแค่สื่อ สื่อที่เราอยู่ตอนนี้มันเล็กเกิน มันไม่อยู่ในจอทีวี มันเล็กเกิน มันไปไม่ถึงคน ยังไงก็ไปไม่ถึง
RIN : อีกนานไหม ถ้าวันนึงมันไปถึง จะคิดว่าสักกี่ปี แร็พที่จะมีพลังพอ ?
Sweeny : อีกนาน แต่น่าจะเป็นผลผลิตของยุคนี้ เพราะยุคนี้คนแม่งบูมละ คนดังๆ แม่งบูม เค้าจะป้อนใส่เด็กยุคนี้ แล้วเด็กยุคนี้แหละที่จะโตไป แล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น อาจจะสัก 10 ปี หรือ 20 ปี เราก็ไม่รู้ แต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่

RIN : เรื่องสุดท้ายละ ได้ยินมาว่า Sweeny นอนเก่ง มีคนฝากถามว่าทำไมนอนเยอะจัง ?
Sweeny : ฮ่าๆๆๆๆๆ เรื่องนอนเยอะเนี่ย ก็มีส่วน มีช่วงนึงเนี่ยที่ทำอัลบั้มเราจะไม่ออกไปไหนเลย ออกไปกินข้าวแล้วก็กลับมาอยู่ที่ สตูดิโอ หรืออย่างมากก็ไปร้านเพื่อน ช่วงทำเพลงคือทำจริงๆ เราหมกอยู่กับมันเลย เราอัดเสร็จ 5 ชั่วโมง เราก็มามิกซ์ต่อ บางครั้งใช้เวลาเกือบๆ 24 ชั่วโมง ในการนั่งอยู่ที่นั่น
RIN : เฮ้ย !
Sweeny : บางครั้ง มันทำจนปวดร่างกาย ฟังเสียงเพี้ยน หูแว่ว คือไม่ไหวแล้วเลยนอน ก็เลยนอน 12-13 ชั่วโมง แล้วก็ตื่นมาทำอีก บางครั้งมันยิงยาว มากที่สุด 36 ชั่วโมงไม่ได้พัก คือแบบจะนอนละ ก็กูอยากแก้ตรงนี้ ความคิดมันอยู่ในหัวตลอด ก็ลุกขึ้นมาทำ ให้เรียบร้อยถึงจะนอนได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะเอาไฟล์นี้นะ พอเราตื่นขึ้นมาแล้วก็รอให้ร่างกายเราเซ็ทใหม่ แล้วเราก็มาดูว่าที่เราทำก่อนนอนนี่มันดีมั้ยวะ ถ้าดีก็เอา ถ้าไม่ดีก็แก้ แต่ส่วนใหญ่แก้ เพราะเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ
RIN : แปลว่างานที่ UDT BOYS ย้ำคิดย้ำทำแล้วปล่อยออกมาคือดีที่สุด ?
Sweeny : ไม่ใช่ดีที่สุด แต่เป็นที่เราชอบที่สุด แต่ถึงเราย้ำแค่ไหน แล้วเราปล่อยออกไปเนี่ย แม่งก็ยังพลาดหลายจุด ไม่ว่าเราจะรอบคอบแค่ไหนมันก็ต้องมี แต่จริงๆ ปกติก็ไม่ได้นอนเยอะขนาดนั้น แต่ถ้าได้ไหลก็ยาวเลย
RIN : สรุปสาเหตุก็คือเพลง
Sweeny : ใช่ๆ เป็นเรื่องเพลงเรื่องบีทมากกว่า ไม่ใช่สาเหตุอื่น บางครั้งเราไม่ออกไปไหน เราอยู่กับมันจริงๆ อย่างปีใหม่สองสามปีก่อน เราไม่ได้ไปเค้าท์ดาวน์อะไรเลย เรานอนข้ามปี เราโอเคกับตรงนี้แล้ว เราไม่กินเหล้า เราผ่านวัยกินเหล้ามาแล้ว เข้าผับตั้งแต่อายุ 16 เกเรมาตั้งแต่เด็ก เราใช้เวลาหนึ่งปีเที่ยวผับอยู่กับหญิงอะไรแบบนี้ จนเราเบื่อแล้ว ที่ไหนก็เหมือนกันต่างกันแค่เพลง พวก UDT ก็ไม่ค่อยเที่ยวผับนะ ไม่ใช่สไตล์ Night Club เราเป็นสไตล์แบบ Safe House มากกว่า เพราะเราไม่ถูกกับเจ้าหน้าที่ ไม่ถูกกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ถูกสุดๆ เลย