RINTERVIEW : Ben Bizzy เกาหลี, ภาษาอังกฤษ และ SoundCloud

เปิดปีใหม่ 2018 เราก็มีอะไรใหม่ๆ มาอัพเดทวงการกันสักหน่อย กับการออกไปจับเข่าคุยสัมภาษณ์เรื่องราวชีวิต ผลงานเพลง และกิจกรรมของเหล่าแร็พเปอร์ไทย ที่แต่ละคนล้วนมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน และในสัมภาษณ์แรกของปีนี้เราขอเริ่มต้นด้วยคนที่ปล่อยซิงเกิลรับต้นปีไปแล้วนั่นก็คือ Ben Bizzy หนุ่มอินเตอร์ผู้อยู่ในวงการแร็พใต้ดินเมืองไทยมาหลายปี ไปรู้จักเค้ามากขึ้นกันดีกว่า เริ่มกันเลย

RIN : ตอนนี้ Ben Bizzy ทำอะไรบ้าง ทำอะไรอยู่ ?

ตอนนี้เพิ่งย้ายที่ทำงานมาทำในแนวเขียนคอนเทนต์อะไรประมาณนั้น

RIN : เรียนจบอะไรมา ?

จบศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เอกอังกฤษ-อเมริกันศึกษาครับ

RIN : ได้ทำงานที่ไหนมาบ้าง ก่อนหน้านี้ ?

สอนหนังสือมาพักนึงครับ ลองๆ ดู แต่รู้สึกว่าสอนหนังสือไม่ได้ เพราะเราเป็นคนที่อารมณ์ขึ้นเร็วไปหน่อย ฮ่าๆ ก็เลยเปลี่ยนตัวเองโดยการไปสมัครงานที่การรถไฟ เลยได้มีโอกาสทำงานที่ Airport Link ที่สนามบิน ได้ดูแลผู้โดยสาร ให้ข้อมูลกับผู้โดยสารด้วย ส่วนใหญ่เป็นผู้โดยสารต่างชาติเพราะใช้ภาษาอังกฤษสอบเข้าไป

DSC02242

RIN : ช่วงสอนหนังสือ Ben Bizzy สอนอะไร ?

สอนพาร์ทไทม์ครับ สอนภาษาอังกฤษ เพราะเราถนัดภาษาอังกฤษอยู่แล้ว

RIN : เก่งภาษาอังกฤษได้ยังไง ?

พูดภาษาอังกฤษเป็นตั้งแต่เด็กอยู่แล้วครับ เพราะพี่สาวเบ็นชอบพูดภาษาอังกฤษตั้งแต่ประถม เลยเหมือนกับปูพื้นฐานให้เราโดยที่เบ็นไม่รู้ตัว พอพูดกับเบ็นบ่อยๆ ก็พูดได้เลย แล้วเบ็นก็เรียนอินเตอร์มาทั้งชีวิตเลย มันทำให้เบ็นเป็นคนที่ใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทยอยู่แล้ว

RIN : การที่เก่งภาษาอังกฤษ ส่งผลอะไรกับเพลงของเราหรือเปล่า ?

แน่นอนครับ จะเห็นได้ชัดเลยว่าเพลงของเบ็นค่อนข้างจะใช้ภาษาอังกฤษเยอะ

RIN : เคยบอกกับตัวเองไว้มั้ยว่า”เราจะไม่ทำไทยล้วนทั้งเพลง” ?

มีแต่พยายามบอกตัวเองว่า จะไม่ใช้ภาษาอังกฤษล้วนทั้งเพลงครับ ฮ่าๆๆ

RIN : มีเพลงไหนที่เคยทำมาแล้วใช้ภาษาอังกฤษล้วนมั้ย ?

เคยมีเพลงนึง ปล่อยปีที่แล้วครับ จำชื่อเพลงไม่ได้แล้วฮ่าๆ ใน SoundCloud คือสำหรับเรามันก็เพราะดีครับ แต่คนไทยไม่ฟังเลย อาจจะเป็นเพราะใช้คำยากเกินไป

RIN : หรือว่าปล่อยใน Soundcloud รึเปล่า ?

นั่นก็อาจจะส่วนนึง ฮ่าๆ

RIN : จากที่บอกว่าจะไม่ใช้ภาษาอังกฤษล้วน แล้วเพลงของเบ็นเป็นยังไงบ้างครับ จากปีที่แล้ว

ปีที่แล้วจะเป็นอังกฤษ 70% ภาษาไทย 30% แต่ในปีนี้ซิงเกิลแรกที่ปล่อยมาเป็นภาษาไทย 50-60% แล้วครับ ปีนี้เบ็นอยากจะสร้างความท้าทายให้กับตัวเองด้วย โดยการใช้ภาษาไทยมากขึ้นแต่ยังคงสไตล์ของ Ben Bizzy ไว้ คือจะใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยกลับมาเป็น Ben Bizzy เหมือนเดิม เหมือนเป็นการดึงคนฟังให้ค่อยๆ เริ่มฟังภาษาอังกฤษมากขึ้นเรื่อยๆ ไปพร้อมๆ กัน

RIN : คิดว่าสไตล์เพลงและแนวดนตรีของเรา ถือว่ายากมั้ยที่คนฟังจะเข้าถึง ?

ก็นิดนึงครับ ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งพอสมควรฮ่าๆ เพราะว่าบีทที่เราใช้ค่อนข้างที่จะล้ำ มีเสียงอะไรแปลกๆ คนที่สามารถทำอะไรแบบนี้ได้นานๆ คือต้องใจชอบเลยครับ ต้องฟังเพลงสายลึก คนหลายคนคิดว่าบีทแบบนี้มันเท่ แต่พอทำจริงแล้วไม่มีคนฟัง ก็ต้องกลับมาทำแบบเพลงตลาดเหมือนเดิม แบบนี้ก็เยอะครับ

DSC02270

RIN : ทำไมถึงชอบทำดนตรีแนวล้ำๆ ?

ชอบดนตรีแนวนี้เพราะ NINO เลยครับ เพราะ NINO เป็นโปรดิวเซอร์ที่ชอบฟังเพลงสายลึก เป็นเด็ก Soundcloud original มากๆ พอเบ็นไปสตูดิโอของ NINO บ่อยๆ พอเบ็นได้ฟังแล้วมันมันส์อะครับ มีท่อน Drop เจ๋งๆ อะไรแบบนี้

RIN : จากลงเพลงบน Soundcloud มาปีกว่าๆ พอตอนนี้เริ่มลงเพลงบนช่องทางที่คนส่วนมากฟัง รู้สึกยังไงบ้างครับ ?

เขินๆ ครับ ฮ่าๆ เขินๆ กับคำปฎิญาณตัวเอง ที่เมื่อก่อนบอกว่าจะไม่ Sell Out แต่ก็เหมือนว่าเราโตขึ้น เราเห็นอะไรเยอะขึ้น ความคิดเราก็เปลี่ยนไปตามเวลาครับ แต่ก็พยายามไม่ละทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง

RIN : บีทแนวที่ชอบ ?

บีทแนวที่ชอบจะเป็นเสียงดนตรีที่อธิบายยากครับ เรียกว่า Futuristic เป็นเสียงที่แบบว่า วับๆ แวมๆ ว้าวๆ (ทำเสียงประกอบพร้อมท่าโยกๆ) ฮ่าๆๆๆ แต่เราต้องมาจูนคีย์ให้ตรงกับเพลงเรา ให้ใช้ได้ในเพลง ไม่ใช่กดมั่วๆ ซึ่งมันก็ยากอยู่ครับ

RIN : มีเทคนิคการดีลราคาบีทจากชาวต่างชาติมั้ย ?

ตอนแรกมันจะมีสเต็ปครับ เดี๋ยวเบ็นบอกเทคนิคให้ (สำหรับน้องๆ แร็พเปอร์เลย) อันดับแรกคือ อย่าเข้าไปถามราคาตรงๆ เลย เราต้องหว่านเมล็ดไว้ก่อน โดยการไปคอมเม้นท์เพลงเค้า แล้วก็ส่งข้อความไปบอกว่าชอบเพลงนี้จัง แล้วถ้าเราเป็นคนทำเพลงที่มีของอยู่แล้ว เค้าจะกดเข้ามาฟังเพลงของเรา ก็ต้องคุยๆ กันไปก่อนสักสองถึงสามอาทิตย์ ประมานว่าตีซี้ซื้อใจกันครับ แล้วสักพักก็ทักไปเลยว่า “เราฟังเพลงนายมาสักพักละ อยากร่วมงานกับนายจัง” แล้วเค้าก็ส่งบีทมาให้เราฟัง เราก็เลือกที่เราถูกใจ พอคุยกันเค้าก็ลดราคาให้สำหรับ Ben Bizzy อะครับ ฮ่าๆๆๆๆ

RIN : ปกติแล้ว จ่ายเงินซื้อบีทจากต่างประเทศยังไง ?

PayMe, PayPal หรือใช้บัตรเครดิตพ่อแม่ก็ได้ แต่สมัยนี้มี TrueWallet แล้วนะ ใช้จ่ายต่างประเทศได้

RIN : เคยมีโปรดิวเซอร์คนไหนที่คุยไปคุยมา แล้วให้บีทเราฟรีๆ มั้ย ?

มีครับ มีน้องคนนึงทำบีทประมาน 10 บีทแล้วตั้งชื่อว่า Ben Bizzy Type Beat ตั้งแต่บีทที่ 1-10 แล้วส่งมาให้เบ็น ฮ่าๆ เป็นเด็กไทยที่อยู่ต่างประเทศ เบ็นเลยคิดว่าจะลองทำกับเค้าเพลงนึง แต่ตอนนี้เลือกอยู่ เค้าเพึ่งส่งมาตอนปีใหม่

RIN : แล้วตอนนี้มีศิลปินหรือโปรดิวเซอร์ในไทยคนไหน ที่ Ben Bizzy อยากร่วมงานด้วย ?

พูดชื่อมาแล้วทุกคนต้องขำฮ่าๆ คงต้องบอกว่าเป็น NINO แหละครับ ช่วงนี้ NINO ไม่มีเวลาเลย การที่เบ็นได้บีทจากโน่ และการที่หาเวลาให้ลงล็อคได้โคตรยากเลย คนชอบคิดว่ากดบีทส่งไปส่งกลับผ่านเน็ตแบบนั้นก็ทำได้ แต่ว่าเบ็นกับโน่เราทำเพลงด้วยกันมานานแล้ว ทำให้ทุกครั้งที่ทำเพลงเราต้องไปนั่งที่สตูดิโอด้วยกัน แต่ถ้าเป็นศิลปินอื่นที่เบ็นสนใจอยากร่วมงานด้วย ในตอนนี้ก็คงจะเป็น Nap The Kid จาก LIT Nation ครับตอนนี้

18341673_10155959621993881_4648147479879225478_n

โปรดิวเซอร์ที่อยากร่วมงานที่สุดตอนนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน NINO นั่นเอง !

RIN : ทำไมต้อง Nap The Kid ?

เบ็นฟังแล้วรู้สึกเพลงมัน Feel Good ครับ รู้สึกว่าเคมีมันตรงกัน ก็เลยสนใจในจุดนี้ ซึ่งก็เคยทำเพลงร่วมกันคือเพลง “ไม่แคร์” ซึ่งปล่อยไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

RIN : ได้ยินว่า Ben Bizzy อยู่ในกลุ่มแร็พเปอร์ใต้ดินเกาหลีด้วย ไปเข้าร่วมได้ยังไง ?

SoundCloud เหมือนเดิมครับ คือในกลุ่มจะมีคนที่ดังๆ อยู่ ชื่อว่า G.Nine แล้วเบ็นไปเจอเค้าตอนเล่น SoundCloud ความจริงแล้วต้องขอบคุณ Khun OC ด้วยซ้ำ ตอนนั้นเบ็นรู้จัก Khun OC ใน SoundCloud เลยไปฟัง ฟังไปฟังมาไปเจอ G.Nine ซึ่งทำเพลงกับ Khun OC เบ็นเลยไปกดดูของ G.Nine ต่อ แล้วก็ไปกดดูในเฟซบุ๊ค ก็ไปเจอว่าเค้าเรียนอยู่โรงเรียนอินเตอร์แถวเอกมัยนี่เอง ก็เลยไปชวนทำเพลง แต่ตอนนั้น G.Nine ไม่ค่อยเชื่อใจเบ็นด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นเบ็นยังไม่ได้ลองสายเมโลดี้เลย ยุคนั้นเรายังเป็นสายแร็พอยู่เลย ตอนนั้นยังจูนไม่ค่อยตรงตัว ยังหา Balance ไม่เจอ G.Nine เลยไม่ค่อยไว้ใจเบ็น เพราะเราติดต่อไปเมื่อตอนตุลาสองปีที่แล้ว แล้วก็เงียบหายไปเลย จนมาถึงเดือนธันวาคม เค้าก็ส่งเพลงให้แล้วชวนเราว่า Feat กันมั้ย ซึ่งก็คือเพลง “Pick Up” เบ็นเลยจัดไปหลอนๆ เลย 12 บาร์ หลังจากนั้นก็ทำเพลง “Right Now” แล้วก็เพลง “Luv Me” แล้วหลังจากนั้น G.Nine เลยเอาเบ็นไปเสนอในกลุ่มว่าเอาเบ็นเข้ากลุ่มดีกว่า ซึ่งในกลุ่มเค้าก็โอเคกัน

RIN : การที่เราเข้าไปอยู่ในกลุ่ม Underground ของเกาหลี เป็นยังไงบ้าง ?

ก็เข้าไปอยู่ในกลุ่มงาน กลุ่มแชท อะไรพวกนี้ครับ คือกลุ่มนี้ก็จะมีโปรดิวเซอร์ประจำบีท มี Sound Engineer ประจำบีท คือในกลุ่มจะมีคนที่เป็น Sound Engineer ที่เก่งมาก เค้าใช้ aka ว่า M-Piece ครับ NINO ยังรู้จักเลย โน่บอกว่าเคยซื้อบีทกลองจาก M-Piece มาก่อน ตอนที่โน่เพึ่งเริ่มทำเพลง ส่วนคนอื่นในกลุ่มก็ยังมีพวก Graphic Designer ด้วย

RIN : ในกลุ่ม Hip Hop ของเกาหลีกลุ่มนึงนี่ จะมีครบเลยใช่มั้ย ?

ใช่ครับ ของเกาหลีเค้าจะอยู่กันเป็น Culture มากกว่า เหมือนจะเป็นกลุ่มคนที่ชอบฟัง Hip Hop ด้วยกัน ทุกคนไม่จำเป็นต้องทำเพลงก็ได้ แต่เราก็อยู่กลุ่มด้วยกันได้ ทุกคนก็ช่วยกัน เหมือนมี 7 คนครับ แต่มีคนทำเพลงแค่ 3 คน ซึ่งในกลุ่มที่เบ็นอยู่ก็เป็นประมานนั้นครับ มีคนคอยทำ Art Work ภาพต่างๆ ให้ด้วย ที่ได้ยินมากลุ่มเกาหลีหลายกลุ่มก็เป็นแบบนั้น มีบางกลุ่มเป็นคนขายเสื้อผ้าอย่างเดียว เป็น Designer อะไรแบบนี้ด้วย ซึ่งไม่เกี่ยวกับการทำเพลงเลย แค่ Culture มันไปด้วยกัน

RIN : ในความรู้สึกของ Ben Bizzy คิดว่ากลุ่ม Hip Hop ในเกาหลีมีการแข่งขันกันสูงมั้ย ?

การแข่งขันของเค้าสูงกว่าบ้านเรามากๆ อย่างในกลุ่มที่เบ็นอยู่ก็มีแต่พวกอายุ 16-18 ทุกคนครับ แต่มาตรฐานงานของเค้าสูงมาก แล้วแร็พเปอร์ที่เกิดขึ้นใหม่ในบ้านเค้าจะเป็นแบบนี้เยอะครับ อาจจะเพราะจากสื่อบ้านเค้า แล้วก็อาจจะเป็นเพราะว่ามันทำแล้วมันเห็นผล จนทำให้เป็นความฝันให้เด็กได้และสื่อบันเทิงของเกาหลีก็ให้การสนับสนุน Culture นี้เป็นพิเศษ เลยทำให้ทุกคนมีความมั่นใจในตัวเองว่า ถ้าทำแล้วจะมีโอกาสดังแน่นอน

RIN : แก๊งเค้าเคยชวนไปเกาหลีมั้ย แล้วอยู่ในกลุ่มได้มานานหรือยัง ?

เคยครับ เค้าบอกถ้าไปก็จะพาเที่ยว (รอพวกมันโตอยู่ ฮ่าๆ) เบ็นอยู่ในกลุ่มได้ประมาน 8 เดือนแล้วครับ

RIN : ปี 2018 ของไทยเราจะมีรายการ The Rapper Thailand, Show Me The Money Thailand เราจะมีโอกาสได้เห็น Ben Bizzy ในรายการไหนบ้าง ?

อาจจะได้เห็นเบ็นใน Show Me The Money Thailand ซึ่งจะทำการออดิชั่นที่ 25 นี้แล้ว เบ็นก็ยังไม่ได้เตรียมตัวเลย ฮ่าๆ เดี๋ยวคิดว่าจะเริ่มเขียน Verse แล้วครับ ว่าจะเขียนใหม่มันส์ๆ ไปเลย

RIN : คิดว่าตัวเองเหมาะกับรายการ Show Me The Money Thailand มากกว่า ?

ใช่ครับ คิดว่ารูปแบบรายการของ Show Me The Money Thailand มัน international มากกว่า คือแค่พูดว่า Show Me The Money ก็มีคนต่างประเทศรอดูแล้ว ถึงเค้าไม่ได้ดูทุกตอน แต่ถ้าเค้าดูตอนที่มีเราอาจจะเพิ่มฐานแฟนให้ตัวเราได้

26850514_160878524536841_7995215547802754377_o

เราอาจจะได้เห็น Ben Bizzy ไปเฉิดฉายในรายการ SMTM Thailand

RIN : รู้สึกยังไงบ้าง ? ที่สื่อบันเทิงไทยเริ่มให้พื้นที่กับ Hip Hop 

ดีนะครับ เบ็นว่าดีมาก มันทำให้ Hip Hop เหมือนเป็นอีกแนวประเภทดนตรีที่ปกติไปเลย ซึ่ง 3-4 ปีมานี้ Hip Hop มาแรงมากๆ

RIN : คิดว่าเทรนด์ Hip Hop จะอยู่กับประเทศไทยได้นานไหม ?

คิดว่าถ้าคนที่ยังทำเพลงอยู่ แล้วทำได้ดี คอยอัพเลเวลให้กับตัวเองเรื่อยๆ เบ็นว่ามันก็จะอยู่ได้ 5-6 ปีแหละครับ

RIN : คิดว่าอะไรที่ขาดหายไปจากวงการ Hip Hop ไทย ?

คนฟังค่อนข้างจะสนใจในสิ่งที่จะฟังอย่างเดียว เหมือนช่วงเนี้ย เพลง Hip Hop ถ้าแร็พเยอะไปก็ไม่ได้ ถ้าอยากได้วิวเยอะก็ต้องร้องเมโลดี้อย่างเดียว ต้องเกี่ยวกับความรัก ง่ายๆ อะไรแบบนี้อะครับ ทำให้วงการมันอาจจะย่ำอยู่พอตัวครับ แบบว่าทุกคนอยากจะเด่น อยากจะดัง ก็เลยต้องทำเพลงแนวนี้ เหมือนกระจุกอยู่ในสี่เหลี่ยมเดียวกัน เหมือนทำตามรูปแบบเดียวกัน ไม่มีใครออกมาเสี่ยงทำต่างจากคนอื่น ทำให้ทุกคนทำเหมือนๆ กันหมด แทนที่จะเลือกเป็นตัวเองดีกว่า

RIN : แบบนี้จะต้องทำยังไงดี สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มทำเพลง ?

คือความชอบมันไม่ผิด เวลาเราชอบศิลปินคนนั้นอะ เราอยากทำเพลงเหมือนคนนี้ มันไม่ผิด ทุกคนต้องเคยเป็น wannabe มาก่อนทุกคน แต่ถ้าเราจะทำตามรูปแบบของคนนี้เป๊ะๆ เลย ผมว่ามันไม่ใช่ เราต้องออกไปในจุดอื่น ต้องมองว่าเรามีบุคลิกลักษณะส่วนตัวอะไร ใส่ความเป็นตัวเองของเราไปในเพลง แล้วก็เอาสิ่งที่เค้าเคยทำ มารวมและพัฒนาออกมาเป็นเพลงของเราไป

RIN : ก่อนหน้านี้มี Mixtape หรือ EP มาแล้วกี่ชุด ?

มีทั้งหมดก็ 2 ชุดครับ Mixtape Raigeki ในชุดนั้นมีบีท Original แค่ 6 เพลงเอง จากทั้งหมดมี 19 เพลง ส่วน EP มี Trapzus ครับ

RIN : ตอนที่ Ben Bizzy เริ่มทำเพลงใหม่ๆ มีศิลปินคนไหนเป็น Inspiration ให้แรงบันดาลใจให้กับเรา ?

ตอนแรกเบ็นชอบ A$AP Rocky โคตรๆ เมื่อก่อน Flow ของเบ็นแทบจะเหมือน Rocky เลย คือแบบบ้ามาก

RIN : ทำยังไงถึงจะเริ่มเปลี่ยนตัวเอง ?

ตอนที่ฟัง A$AP Rocky เหมือนเป็นความชอบเฉยๆ ครับ แบบว่าทำยังไงให้เหมือน แต่ตอนนั้นเราก็พยายามหาเอกลักษณ์ของ 93 Flow ด้วย ซึ่งนอกจากพยายามใช้ภาษาอังกฤษในเพลงอย่างเดียว เราก็ขาย Flow ฝรั่งผสมไทยด้วย แต่พอทำนานๆ ตอน เพอฟอร์มแม่งโคตรเหนื่อยเลย แม่งรัวชิบหาย แล้วทีนี้ก็ไปฟัง Travis Scott เหมือนเปิดโลกใหม่ให้เบ็นเลย ตอนอัลบั้ม Days Before Rodeo ทำให้โลกของเบ็นเปลี่ยนไปแบบว่า “เชี่ยมันทำแบบนี้ได้ด้วยหรอวะ เอาเมโลดี้มาใส่แบบนี้ได้ด้วยหรอ” แต่ของ Travis Scott เนื้อหาจะหนักไปทางเรื่องยาเสพติด อะไรแบบนี้ หลังจากนั้นเบ็นก็ลองมิกซ์ให้ได้ฟิลเหมือนกับเค้า แล้วเราก็เริ่มใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป ส่วนใหญ่จะพูดถึงความรักเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่แบบความรักง่ายๆ จะเป็นความรักแบบเท่ๆ อะไรแบบนั้นอะครับ เหมือนอยู่ทองหล่อ ฮ่าๆ แบบว่าถ้ารักเรา เราจะพาเธอไปนู่นไปนี่ แนวรวยๆ จนมีคอมเม้นท์มาด่าแบบว่า “มึงรวยมากหรอ” ใต้เพลง “Luv Me” ฮ่าๆๆๆๆ

14211944_1085289964895543_4862198131713676841_n

Travis Scott เหมือนเปิดโลกใหม่ให้เบ็นเลย

อัลบั้ม Days Before Rodeo

“เชี่ยมันทำแบบนี้ได้ด้วยหรอวะ

เอาเมโลดี้มาใส่แบบนี้ได้ด้วยหรอ”

RIN : แล้วเพลงของเรา Real มั้ย ถามจริง ?

Real ครับ แล้วเราก็มาขยายให้ใหญ่ขึ้น เราไม่ค่อยพูดเรื่องอะไรที่เราไม่เคยทำอะครับ ถ้าเราฟังเราก็อิน สมมติเพื่อนมาฟัง เพื่อนก็จะมาแซวแบบว่า “มึงเขียนถึงใคร”อะไรแบบนี้

RIN : เห็นพูดถึงเรื่องมิกซ์ ตอนที่ฟัง Travis Scott แปลว่าเราได้ศึกษาเรื่อง Sound Engineer ด้วย ?

ใช่ครับ ก็ศึกษาเรื่องนี้ไปด้วยแบบไม่รู้ตัว ตอนนั้นยังไม่มีใครทำเลยครับ คนมิกซ์เพลงแบบเนี้ย มีกันแค่สองสามคนเอง แล้วทุกคนอยู่กรุงเทพฯ หมด แล้วเบ็นอยู่ขอนแก่นไง แล้วดูจาก YouTube แล้วคิดว่าตัวเองเก่งมากด้วยฮ่าๆ จนมาเมื่อปีที่แล้วถึงมารู้ว่า “ตลอดที่ผ่านมา กูมิกซ์อะไรมาวะเนี่ย” คือเมื่อก่อนเบนใส่ Reverb เยอะมาก ตอนนั้นคิดว่านั่นคือสิ่งที่พอดีสำหรับการทำเพลง ทั้งที่มันก้องเหี้ยๆ ซึ่งตอนนี้ก็ปรับแล้ว และก็พอใจกับที่เรามิกซ์แล้ว

RIN : ใช้เวลานานไหมในการศึกษาการมิกซ์จนตัวเองพอใจ ?

3-4 ปีกว่าๆ ครับ

RIN : มิกซ์เพลงให้คนอื่นมั้ย ?

ไปมิกซ์ให้คนอื่นด้วยครับ อย่างเพลง “ข้อมือ” ของ FIIXD กับเพลง “เพียงเธอ” ครับ เพลงของ 93 เบ็นก็มิกซ์ครับ เพลง “YAH” แต่ส่วนใหญ่ถ้าทำกับ NINO เบ็นจะนั่งช่วยมิกซ์มากกว่า อยู่ด้วยกันสองคนเบนก็จะนั่งชี้นิ้วอยู่ข้างหลัง ว่าเอาแบบนี้ใส่อันนี้ แล้วโน่ก็คิดตาม ตอนแรกเบ็นเครียดมากเลยว่าจะมิกซ์ยังไงให้ออกมาดีวะ แต่ก็มามิกซ์ดีขึ้นโคตรๆ เป็นเพราะ โน่พูดกับเบ็นว่า “เวลามึงมิกซ์เพลง มึงควรมองให้เพลงเพลงนั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วลองขยายมันให้เท่าๆ กันดู” ตอนที่เบ็นฟังที่โน่พูด เบ็นอินมากครับ หลังจากนั้นเวลาเบ็นมิกซ์เพลงก็จะมองภาพเป็นวงกลมตลอดเลย คอย Balance ทุกๆ ด้านให้เท่ากัน พยายามนึกเสียงให้เป็นภาพทรงกลมอีกทีนึง

RIN : จุดไหนที่คิดว่า Ben Bizzy โดดเด่นที่สุด อะไรคือจุดขายของเรา ?
เบ็นคิดว่าตัวเบ็นเขียนเพลงดี เวลาเบ็นเขียนเพลง ค่อนข้างที่จะพอใจกับเนื้อเพลงตัวเองที่เขียนออกมา และปกติเป็นคนเขียนเพลงเร็วด้วย

RIN : เร็วขนาดไหน?
เขียนประมาน 15 นาทีถึง 20 นาทีตอนฟิลมา คือเพลงล่าสุดที่ทำกับ 93 เพลงนี้  FIIXD เขียน 15 นาที เบ็นเขียน 15 นาที แล้วอัดได้เลย เพลงเสร็จประมาน 40 นาที เพราะตอน NINO เปิดบีทให้ฟังเบ็นก็นั่งฟังจังหวะบีท จำใส่หัว แล้วก็ออกไปนั่งเขียนเลย ใช้เวลาไม่นาน

93flow

93 Flow เพื่อนและทีมที่ผูกพันธ์กันมาตั้งแต่เด็ก

RIN : แล้วจุดไหนของ Ben Bizzy ที่คิดว่าควรพัฒนาที่สุด ?

การใช้ภาษาไทยครับ เบ็นคิดภาษาไทยไม่ออกจริงๆ บาง Verse นะเบ็นรู้สึกว่าหลังจากเบ็นปล่อยไป เบ็นสามารถใช้คำไทยแทนคำอังกฤษคำนั้นได้ด้วยซ้ำ สัมผัสเหมือนเดิมด้วย แต่ตอนเขียนเบ็นคิดไม่ออก เพราะปกติคิดแต่ภาษาอังกฤษ ขนาดฝันยังฝันเป็นภาษาอังกฤษ ฮ่าๆ แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว เพลง “1st Time” ก็น่าจะดีกว่าเพลงที่ผ่านมา

RIN : ปี 2018 นี้วางแผนไว้ว่าจะปล่อยกี่เพลง ?

ปีนี้เบ็นวางแผนไว้ว่าจะปล่อย Single อีกสัก 2-3 เพลงในครึ่งแรกของปี แล้วรู้สึกว่ารายการ Show Me The Money Thailand น่าจะ On air ประมานกลางปี คิดว่าตอนนั้นคงปล่อยเพลงไม่ได้ เพราะถ้าติด Show Me The Money Thailand เค้าคงไม่ให้ปล่อยเพลง แต่ถ้าหมดรายการน่าจะปล่อยเป็น EP

RIN : เร็วๆนี้ Ben Bizzy จะมีไปออกงานที่ไหนบ้าง จะทำอะไร หรือมีโปรเจคใหม่อะไรไหม
ที่ผ่านไปก็มีงาน Bangkok Block Party ครับ ส่วนปลายเดือนก็เล่นเปิดงานมันส์ละหงส์ที่ปากช่อง วันที่ 26 มกราคมครับ เล่นครั้งแรกที่โคราชเลย ปกติเล่นที่ขอนแก่นบ้านเกิดอย่างเดียวเลย นอกจากนั้นก็มีเพลงที่ทำร่วมกับ Maiyarap แนว Trap Soul คิดว่าจะปล่อยไม่เกินเดือนหน้าครับ แล้วเพลงต่อไปของเบ็นที่จะปล่อยก็ต้องรอดูเทรนด์ดนตรีอีกที เพราะเดี๋ยวนี้เทรนด์ดนตรีเปลี่ยนเร็วมากเลย แต่เพลงของเบ็นที่อยากทำจะเป็นแนว Dancehall แต่ก็ต้องรอดูเทรนด์ดนตรีของโลกด้วย เพราะเวลาเบ็นปล่อยเพลงจะต้องคิดตลอด เผื่อว่าฟลุคดังไปต่างประเทศ ฮ่าๆ

Comments